ben님의 프로필MY PRIVATE THOUGHTS사진블로그리스트기타 도구 도움말

l ben

MY PRIVATE THOUGHTS

6월 14일

งานแต่งที่ไม่มีคำว่า "รัก"

อย่างเพิ่งตกใจไป งานแต่งนี้ ไม่ใช่ของเราแต่อย่างใด
 
เป็นงานแต่งของ พี่เต๋า สมชาย และยุ้ยตะหาก
 
พอดี แม่เจ้าสาวเป็นเพื่อนกะแม่เรา ก้อเลยได้บัตรเชิญมา มะมี๋ก้อมาขอให้ไปด้วยแหล่ะ
 
คอนเซปคือ Smart Casual อิชั้นก้อหาชุดไม่ทัน เลยใส่ dress ที่ซื้อที่ตลาดไป ตัวละ ร้อยยี่สิบ เป็นชุดใส่ไปงานแต่งงานที่ถูกที่สุดเท่าที่เคยใส่มา อิอิ คุ้มๆ
 
คนในงานคงไม่คุ้นเคยกะงานแบบนี้มาก่อน เพราะแต่งกันหลากหลายมาก บางคนเสื้อยืด กางเกงยีนส์ บางคนมาเป็นเจ้าหญิง คละเคล้ากันไป ไม่สอดคล้องมากๆ ถ้าไม่ได้อยู่ห้องเดียวกัน จะนึกว่ามาคนละงาน
 
ไปถึง ฝนตกยังกะฟ้ารั่ว งานในสวนเลยต้องย้ายมาเป็นงานในร่มแทน เลยเสียเวลาอย่างแรง งานเริ่มเลทไปจากหกโมงเป็น 19.45 
 
แต่รู้มั้ย ว่างานเลิกตอน 8.15 เป็นงานแต่งงานที่สั้นที่สุดเท่าที่เราเคยไปมาเลยล่ะ
 
พี่เต๋ามาในชุด กางเกงยีนส์ เสื้อเชิดขาว casual suit สีดำ รองเท้าหัวแหลมสีส้ม ส่วนพี่ยุ้ยอยู่ในชุดแสคสั้นสีขาว ก้อน่ารักดีนะ
 
แต่เค้าว่าแม่เจ้าสาวยังสวยกว่าอีก ทำไมก้อไม่รู้
 
งานเริ่มด้วยเจ้าบ่าวเจ้าสาวออกมาให้ถ่ายรูปหน้างานตอนทุ่มครึ่ง แล้วพอทุ่มสี่สิบห้า เจ้าบ่าวเจ้าสาวก้อวิ่งเข้างาน
 
วิ่งจิงๆนะ เพราะเรามองไม่ทันเลยอ่ะ ก้มหัวหยิบน้ำ เงยหน้ามา ขึ้นไปแล้วว่ะ ถ่ายรูปไม่ทัน อุตส่าห์ได้นั่งโต๊ะวีไอพี ชิดขอบเวทีแท้ๆ
 
พอขึ้นไปเสร็จ คล้องพวงมาลัย อ.เสรีพูดอวยพรไปหนึ่งนาที พี่ยุ้ยพูดขอบคุณสองนาที พี่ลิฟท์ไม่มีพูดเล่นมุขหยอกเอินแซวเจ้าบ่าวเจ้าสาวอะไรเลย พี่ยุ้ยตัดเค้ก โยนช่อดอกไม้ จบ
 
เป็นงานแต่งงานที่ไม่รู้สึกถึงคำว่า "รัก" เลย แม้แต่น้อย เหมือนจัดให้เสร็จๆ จบๆกันไป พอพี่ลิฟท์พูดปิดงาน แขกผู้ใหญ่ยังไม่ทันออก ก้อเปิดเพลง ตึง ตึง เปลี่ยนเป็นผับในฉับพลัน
 
ทำไมเราไปแล้วรู้สึกสงสารแม่เจ้าสาวโคตรๆเลย อย่างงี้อย่าจัดเลยดีกว่ามั้ยเนี่ย
 
แม่เรากะพี่ชายเราบอกว่า ถ้าเบญได้อย่างเต๋า อย่าเอาเลยนะ อยู่คนเดียวเป็นโสดไปเหอะ
 
เฮ้อ ไม่อยากจะบอกว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันอยู่ตรงที่ไม่มีให้เลือกตะหากล่ะค่ะ
 
สรุป ดาราที่เจอ พี่มอส สายฟ้า เศรษฐา ปีเตอร์คอป พีธีกรชายช่องเจ็ดหล่อๆสักคน จำไม่ได้ กะนุ้กสุทธิดา ลิฟท์ หมดล่ะ ที่เหลือไม่ได้เดินดูแล่ะ ไม่เห็นอ่ะ
 
รู้สึกดีใจที่ไม่ได้ซื้อชุดใหม่ เพราะสำหรับงานนี้ ไม่คุ้มสุดๆ
 
ก้อเอาน่า ขอให้รักกันนานๆนะคะ
2월 22일

เกาะกูด

ไม่ได้อัพบล็อคนานมากมาย เอาวะ วันนี้ฤกษ์ดี งานเยอะดีนัก อู้มันซะเลยดีกว่า
 
เมื่อวันที่ 7-9 กุมพา ไปเที่ยวเกาะกูดมา
 
แหกขี้ตาตั้งกะตีสี่ครึ่ง เพื่อเป็นคนดี บึ่งไปรับกอล์ฟที่รามอินทรา ก่อนตีรถกลับมาที่ขนส่งเอกมัย (จงขอบใจชั้นซะ)
 
ขึ้นรถตอนหกโมง แล้วหลับไปอย่างรวดเร็วด้วยเพลงกล่อมของ สุนารี ราชสีมา คู่กับยิ่งยง ยอดบัวงาม ตื่นมา เจอชิงร้อยชิงล้าน และโรมิโอ มัส ดาย ของพี่เจ็ทลี
 
พอพี่เจ็ทลีเตะคนกระดูกแตกไป สักพัก ก้อถึง สิริรวม ก้อราวๆห้าชั่วโมง กว่าจะถึงขนส่งตราด แล้วก้อขึ้นสองแถวต่อไปท่าเรือกัปตันฮุ๊ค ก่อนนั่งเรือต่อไปอีกชัวโมงเพื่อไปถึงเกาะกูด กว่าจะเอาตรีนแตะเกาะกูดก้อปาเข้าไปเกือบบ่ายโมง โอ้ แม่เจ้า ไกลโคตรๆๆๆๆๆ
 
กินบุฟเฟ่มื้อแรก ไหนเว็บพันทิพบอกอร่อยโคตรๆ แมร่ง ก็งั้นๆแหล่ะ พอใช้ได้ แต่ไม่ระดับเจ๊ง้ออ่ะนะ กินเสร็จ พี่กระเทยถามว่าจะไปน้ำตกตลองเจ้ามั้ย แต่ไม่มีน้ำนะ คนอื่นไปกัน เรานอนตาย
 
ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี ที่ไม่ไป แต่คนอื่นไปกันหมดเลย หาดทั้งหาด เลยกลายเป็นของเรา มีหมาทะเลมากระโดดเล่นน้ำสามตัว ดูมีความสุขจัง อิจฉาหมา
 
เขียนทรายคำว่า เกาะกูดไป พอถ่ายรูปเสร็จ มีคนมาถ่ายต่อ แมร่ง ไม่ลงทุนเล้ยยยย ขโมยไอเดียชัดๆ อยากเดินไปขอค่าลิขสิทธิ์
 
ตอนเย็นอาบน้ำ แมร่ง ไม่มีน้ำ คาดว่าเป็นห้องเราห้องเดียว เพราะห้องอื่นดูไม่เดือดร้อน ห้องเราวิ่งพล่านให้เค้ามาแก้ แก้ได้ก็แค่มีฉี่แมวไหลออกจากก็อก ก็อาบแบบตามมีตามเกิดไป
 
ตอนเย็นเป็นบุฟเฟ่ทะเลกะทะ กินไปพออิ่ม ก้อมานอน
 
รุ่งเช้า ตื่นมากินอาหารเช้า ก็อร่อยดี แล้วเค้าก้อพาไปดำน้ำ สวยโคตรรรรรรรรรรรรรรรรร
 
อันดามัน ปะการังมีสี ก้อสวยแบบโมเดิร์น แต่เกาะกูดมันมีแต่ปะการังขาวดำ กะหอยเม่นตัวเท่าหัวลูกช้าง กะฝูงปลามากมาย สวยจังๆๆๆๆ กอล์ฟลากไปดูไปรอบๆ ใส่ตีนกบด้วย ก้อใจดี ลากเราไปดูใกล้ๆ ในขณะที่เราตีขาออกห่าง เพราะกลัวตีนเหยียบหอยเม่น ก้อยื้อยุดกันอยู่ตรงนั้น กว่าจะลากไปรอบเกาะ แทบขาดใจตายทั้งคู่ นิแหล่ะ คือผลเสียของการ miscommunication โดยแท้
 
แล้วก้อมีอีกช็อท กอล์ฟตะโกนมาว่า ปลาตะเพียนๆ ไอ้เราด้วยความที่ สปช ตก ก้อนึกว่าปลาสีขาวๆขลิบเหลืองคือ ปลาตะเพียน ก้อเออๆ เห็นแล้วๆ แต่พอกลับมานั่งคุยกัน มันบอกว่า มันตะโกนว่า แมงกะพรุนๆ ปลาตะเพียนตัวไหนมันจะบ้ามาอยู่ทะเลวะ ไอ้เราก็ จะไปรู้เหรอ แล้วยังบอกอีกว่า พอเราบอกว่า เออๆ ก้อว่ายๆมั่วๆ เกือบเอาหัวไปโหม่งแมงกะพรุนแล้ว แต่ขอสารภาพ เราไม่เห็นเลยอ่ะ กอล์ฟบอกว่า ตอนแรกก็งงๆ นึกว่าเราใจกล้า อยากไปดูใกล้ๆ
 
พอกลับมา รีบพุ่งไปอาบน้ำก่อน ก้อยังเป็นฉี่แมวเหมือนเดิม เซ็งจิต ไปโวยกะเค้า เค้าก้อพยายามแก้ให้ ก็ดีขึ้นมานิดนึง พออาบได้ เฮ้อ จ่ายโคตรแพง มาเจอห้องห่วยๆ เซ็งจิต
 
กินข้าว นั่งชิว พักผ่อนสุดๆ รุ่งเช้า ก้อปุเลงไปอีกเจ็ดชั่วโมง กลับ กทม เหนื่อยโคตร แต่ชอบมากๆ เกาะกูด สวยจริงๆ น้ำใสกิ๊ง แต่ให้ไปอีก ถ้าไม่ฟรี ก้อไม่ไปแล้วอ่ะ ไกลเกินไป แล้วเงียบสุดๆ เหมาะแก่การไปฮันนีมูน และตั้งจิตให้นิ่งๆเป็นอย่างมาก 
 
อ้อ เห็นกรุ๊ปนึงที่ท่าเรือ มาพร้อมกับเหล้าลังนึง และโซดาสองลัง กะคาสิโนเช็ทชุดนึง เพราะอุปกรณ์เครื่องเสียงครบครัน อันนี้เกาะนี้ก้ออาจจะเหมาะถ้าอุปกรณ์พร้อมมือขนาดนี้ แต่ถ้างั้น ทำไมไม่นั่งกินอยู่บ้าน (วะ) ไม่ก็ไปเกาะช้าง หรือพัทยา ก็ได้ จะลำบากมาไกลทำไมเนี่ย เมาแล้วที่ไหนๆก้อเหมือนกันป่าวเนี่ย งง 
12월 1일

ร่างกายและจิตใจ

หากเปรียบประเทศไทยเป็นร่างกาย รัฐบาลเป็นสมอง
 
ตอนนี้ประเทศเราคงจะแบ่งสมองออกเป็นสองส่วน สมองซีกซ้ายกับซีกขวาที่ทำงานไม่สัมพันธ์กัน
 
มันเลยส่งผลให้มือ(ตบ)และตีน(ตบ)มันทำงานไปคนละทิศละทาง
 
พอมือและเท้ามันทำงานไปคนละทิศละทาง ร่างกายเราก็ไม่พัฒนา จะกินข้าวเองก็ไม่ได้ จะเดินไปเข้าห้องน้ำเองก็ไม่ได้ จะอาบน้ำก็ไม่สะอาด ต้องให้คน (ชาติ) อื่นมาทำให้
 
แล้วในสายตาของคน (ชาติ) อื่น เราก็คงเป็นได้แค่ไอ้เด็กปัญญาอ่อน ที่ไม่มีทางพัฒนาเหมือนคนอื่นๆเค้า
 
มีมือ (ตบ) ก็ดันตบหน้าตัวเอง ในขณะที่ ตีน (ตบ) ก็ขัดขาตัวเองซะยังงั้น
 
แล้วหากเปรียบพ่อหลวงของเราเป็นจิตใจล่ะ
 
เมื่อหลายสิบปีก่อน ณ วันที่จิตใจอยู่เหนือร่างกาย ไอ้ร่างกายไม่รักดี ก็ดันร้องจะเอาอำนาจ ไปแย่งอำนาจมา จนกระทั่ง ร่างกายอยู่เหนือจิตใจ ทำให้จิตใจต้องบอบช้ำไปเท่าใด
 
พอร่างกายเกิดมีปัญหา ทำงานไม่สัมพันธ์กัน ก็ดันร้องเรียกหาให้แก้ไข
 
ลองนึกภาพดู ว่าหากวันนึง ร่างกายเราเริ่มขยับไม่ได้ทีละส่วน เริ่มทำงานไม่ได้ดั่งใจ มันเจ็บที่ตรงไหน รู้บ้างมั้ย
 
ใช่ มันเจ็บที่"ใจ"ที่สุด มันเจ็บใจที่ทำไมถึงทำอะไรไม่ได้อย่างใจ ทำไมตัวเราถึงไร้ความสามารถ ทำไมถึงควบคุมร่างกายให้เจริญก้าวหน้าไม่ได้
 
มันจะอะไรกันหนักกันหนา จะสีแดงสีเหลือง มันก็สีเหมือนกัน
 
จะมือ หรือตีน มันก้อเป็นอวัยวะของร่างกาย มันก็สำคัญกับร่างกายพอๆกัน
 
ช่วยกันเถอะนะ บ้านเราย่ำแย่มากมาย มันน่าเจ็บใจมั้ย ที่มีคนพูดว่า เมืองไทยโชคดี มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง เสียดาย.......................
 
ขาดแต่ "คน" 
 
ใช่ มันเจ็บ เจ็บที่ "ใจ" เนี่ยแหล่ะ
 
ร่วมกันเถอะนะ ช่วยดูแล "ใจ" ดวงนี้หนอ่ย มันอ่อนกำลังลงมากแล้ว ดูแลมัน ก่อนที่ "ใจ" ดวงนี้จะหยุดเต้น และ ก่อนที่"ร่างกาย"จะสลายไป..............  
 
บ้านเรา เมืองเรา ร่างกายของเรา ใจของเรา ถ้าเราไม่ดูแล ไม่รักษา แล้วจะหาใครมาดูแล 
10월 25일

วันปิยมหาราช

และแล้ว ก้อมาถึงวันปิยะมหาราชที่เรารอคอย วันที่เราจะได้หยุด เย้ เย้ เย้
 
แน่นอน วันหยุดมันเป็นหนึ่งในวันที่คนทำงานกินเงินเดือนตั้งหน้าตั้งตา รอคอย วันหยุด และวันเงินเดือนไม่ก้อโบนัสออก
 
วางแผนว่าจะไปเที่ยวกะกอล์ฟ กะไปนั่งเล่นน้ำบ้านหนูซะหน่อย เย้ เย้ จะได้ชิลๆ เล่นๆ
 
คืนก่อนหน้านั้นก้อไปกินข้าวกะดูหนังกะกอล์ฟ แล้วก้อเกิดอาการท้องอืดอย่างรุนแรง เหมือนอาหารไม่ย่อย ซัดอีโนไปสอง แอร์เอ็กไปหนึ่ง ไม่ช่วยอะไรเลย
 
ไอ้กอล์ฟงัดทุกกระบวนท่า อ๊ะ อ๊ะ อย่าคิดลึก
 
กอล์ฟให้เรา ซิดอัพ กระโดดตบ เดินรอบห้อง เดินบิดเอว กรูก้อบ้า ทำตามมัน คือ ตอนนั้นคนสั่งให้ไปทำอะไร ยืนร้องเพลงชาติหน้าคอนโด ก้อทำแล้วอ่ะ มันอึดอัดมากๆ อืดจนหายใจไม่ออก แขนเริ่มชา แบบ แย่มากแล้ว  สุดท้ายก้อไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่ ก้อหลับไปทั้งอืดๆยังงั้น
 
วันรุ่งขึ้น ก้อตื่นมาด้วยอาการแปลกๆ อาการท้องอืด ก้อเหมือนดีขึ้น สงกะสัยแอบตดโดยไม่รู้ตัวไปตอนหลับ แต่มันดันมีอาการอย่างอื่นแทน
 
เริ่มมึนหัว รู้สึกตัวร้อน เหงื่อออก แต่รู้สึกหนาวมากๆ ตัวสั่นไปหมด และที่สำคัญ ปวดกล้ามเนือ้รุนแรงมากมาย
 
แว่บแรกที่รู้สึกตัว เริ่มประมวลความคิด และอาการ เอ หรือว่าเป็นเพราะท้องอืดเมื่อคืน เลยมีอาการ ตดไหลย้อน คล้ายๆกับอาการกรดไหลย้อน ความร้อนไหลย้อนกลับเข้าสู้ร่างกาย แต่ปวดกล้ามเนือ้กะหนาวด้วยเหรอวะ ไม่ใช่แล่ะ
 
ชิบหาย!!!! ไข้หวัดใหญ่ !!!!! ซวยแล้ว กรูตกงานแน่เลยยยยยยยย แงงงงงงงงงงงง
 
จบ จบกัน กว่าจะได้งานมาก็ตั้งนาน เพิ่งเริ่มงานมาได้ไม่ถึงสองเดือน ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่นิ หยุดเป็นอาทิตย์ ตรูไม่ผ่านโปรแน่ๆ ซวยแล้วๆๆๆๆๆๆๆ
 
เลยบอกให้กอล์ฟช่วยพาไปส่งโรงบาล ไม่อยากเรียกแม่ เพราะเพิ่งออกมาอยู่เอง กลัวเค้าเป็นห่วง กอล์ฟก้อใจดี น่ารัก ไปส่งทันที ที่โรงบาลกรุงเทพ โรงบาลก้อดี๊ดี พอจอดปั๊บ เห็นอาการ ก้อเอารถเข็นมาให้นั่งเลย
 
อุปกรณ์คนไข้เนี่ย ไม่ว่าอะไรๆก็ตาม ทำให้คนดูป่วยลงไปได้หลายเท่าทีเดียว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งรถเข็นคนป่วย ได้เห็นมุมมองของคนป่วยก็คราวนี้ พอนั่งปุ๊บ ตรูดูป่วยขึ้นมาอีกสิบเท่า แล้วคุณพยาบาลใจดี เห็นเราตัวสั่นๆ หนาวๆ เลยเอาผ้มมาให้ห่มอีก เอาเข้าไป ดูป่วยเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยเท่าได้ ไม่พอแค่นั้น ไม่พอ ไอ้กอล์ฟต้องเอารถไปจอด แล้วเราไม่มีประวัติที่นี่ คุณพยาบาลเข็นไปตรง registration counter ต้องลงทะเบียนคนเดียวอย่างป่วยๆ ตอนนี้เลยกลายเป็นคนป่วยอนาถา ไร้ญาติขาดมิตรอีกตะหาก 
 
แล้วเราก็ได้เห็นว่า เพียงแค่เรานั่งรถเข็นเท่านั้น พอเข็นไป จะเด่นมาก ทุกคนจะมองมาด้วยสายตาว่า แกเป็นอะไร และดูเห็นใจนิดๆ หวาดๆหน่อยๆ แล้วมากะคุณพยาบาล ไม่มีญาติเดินเคียงข้าง จะยิ่งดึงดูดสายตาและความสงสารมากเป็นทวีคูณ
 
สมเพศตัวเองนิดๆ และลุ้นให้กอล์ฟมาเร็วๆ เพราะอายหน่อยๆ แล้วก็เจอคุณหมอ คุณหมอก็ซ้ำเติมเข้าไปด้วยการบอกว่า อาการแบบนี้ก็เป็นไปได้สองอย่าง ไม่ไข้หวัดใหญ่ก็ไข้เลือดออก!!! 
 
เวร ไข้หวัดใหญ่หยุดเป็นอาทิตย์ ไข้เลือดออกหยุดเป็นเดือน จบ จบกัน ไม่ต้องทง ไม่ต้องทำแล่ะ งาน หมอบอกว่าไม่ admit เลย ก็รอดูอาการ แล้วมาเจาะเลือดวันเสาร์ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น เวร ไม่ admit หรอก ไม่มีตังค์ กลัวผีอีกตะหาก
 
ออกมา ก็อึ้งๆกันว่า มันร้ายแรงขนาดนี้เลยเหรอ เลยแบบ เอาวะ พรุ่งนี้หยุดดีกว่า นอนพัก ไงๆก้อต้องให้หายให้ได้ โทรลางานกับพี่โอ๋ พี่โอ๋ก็ตกใจๆ แล้วก็บอกให้พักผ่อน
 
กอล์ฟก้อพาไปส่งบ้าน กลัวว่าถ้าอยู่คอนโดแล้ว กลางดึกเกิดเป็นไรมา เดี๋ยวจะตายโดยไม่มีใครรู้เอา โทรบอกแม่ แม่ก้อด่า แล้วบอกให้รีบๆกลับมา พอตอนกลับมาถึงบ้าน หลับไปแล้ว ไม่รอถามอาการตรูเลย รักตรูรึเปล่าเนี่ย
 
วันศุกร์ก้อหลับตายไปเลยยย วันเหมือนหายไปวันนึงเต็มๆ เพราะยาคลายกล้ามเนื้อที่หมอให้มา กินแล้วมันจะง่วง แล้วดันให้กินเช้า กลางวัน เย็น ก้อหลับรวด กิน นอน กิน นอน กิน นอน หายไปหนึ่งวันเต็มๆ
 
วันเสาร์ก็อาการดึขึ้น ก็เลยไม่ไปเจาะเลือด เพราะคิดว่าคงไม่เป็นไรแล้วมั้ง หรือไม่ก้อ ด้วยความกลัวตกงานมันเอาชนะโรคได้ก็ไม่รู้ แต่วันนี้ก็ดีอยู่นะ ไข้หาย อาการปวดไม่มี มึนหัวก้อไม่มีแล่ะ หลั่นล้า กินนู่นนี่ได้ปกติแล่ะ
 
เฮ้อ เราเนี่ย ก้ออึดพอใช้นะเนี่ย
 
รู้สึกว่าตัวเองมีปากพระร่วงยังไงยังงั้น เพราะก่อนหน้านั้น ก้อเคยคุยๆกันไว้ว่า เดี๋ยววันศุกร์แกล้งลาป่วย แล้วหยุดสี่วันไปเที่ยวดีกว่า
 
เฮ็อ ได้หนุดสี่วันรวดจริงๆ แต่ก้อเป็นลาป่วยจริงๆเหมือนกัน ปากพระร่วงโดยแท้ แต่ไอ้เรื่องดีๆ พูดไปไม่เคยเกิดเลยนะเนี่ย เฮ้อออออออ
10월 5일

First Half Month

แล้วก็ผ่านไปแล้วครึ่งเดือนกับการทำงานที่ที่แห่งใหม่นี้

ก็รื่นเริงดี ที่แผนกมีอยู่เจ็ดชีวิต นำทีมโดยพี่บู๊ แล้วก้อมีสมุนลิ่วล้ออีกห้าคน คือ พี่มะนาว พี่ผึ้ง พี่โอ๋ พี่ปุ๋ย และพี่เอก รวมน้องใหม่อย่างเบญจี้ก้อเป็นเจ็ดชีวิต

จำได้ว่าวันแรกไปถึง ก็ไปปฐมนิเทศนิดหน่อยตอนเช้า แล้วตอนเกือบๆเที่ยง ก็เดินไปที่แผนกอย่างมึนงง แล้วก้อได้ยินเสียงใสๆทักมา ไหนๆเด็กคนไหนของพี่ เด็กผู้หญิงนิ

แล้ววันแรกก้อประเดิมด้วยการอ่านงบการเงิน

อ่านไปสิ ทั้งวันเลย ไม่ได้ทำอะไรเลย ก็ดี สบายดี แล้วพอห้าโมงเย็น ด้วยความที่สายเลือด audit ยังไม่จางหายไป เลยยังลังเลใจที่จะกลับ ทั้งๆที่ไม่มีอะไรให้ทำ ก้อเลยทำเป็นนั่งให้กำลังใจคนที่เหลือ กะว่าห้าครึ่งจะกลับ

แล้วพอแป็บนึง พี่บุ๊เหมือนอ่านใจเราออก เรียกเราเข้าไปคุย พอคุยไปสักพัก ก็แป็บนะ เดี๋ยวพี่มา แล้วก้อหายไปเลย

กรูนั่งบื้อเข้าไปสิ หกโมงก็แล้ว ยังไม่กลับ จนพี่ๆมาแบบ คุยไรกันเนี่ย ทำไมนานจัง อะไรเนี่ย พี่วันแรกนะ ห้าโมงก็กลับแล้ว นู่นนั่นๆ น้องกลับไปเหอะ ไม่เป็นไร เดี่ยวพี่บอกพี่บุ๊ให้นะ

โธ่ ทำไมเราถึงเป็นคนดี ทำไมไม่ออกไปให้ไวกว่านี้นะ เฮ้อ เลยประเดิมวันแรก กลับไปหกโมงครึ่งเลย

แต่วันอื่นๆก็โอเค ยังไม่มีอะไรมากมาย ก็ว่างๆ ทำงานจุกจิกไปเรื่อยๆ กลับทีก้อห้าโมง หกโมง มีวันนึงที่ต้องช่วยพี่เค้าทำงานด่วน ก็เลิกสองทุ่ม ในขณะที่คนอื่นทำกันสี่ทุ่ม เสาร์อาทิตย์ก้อมา

แหมมมมม เป็นน้องใหม่ ก็งี้แหล่ะ ไม่ค่อยรู้เรื่อง ช่วยอะไรมากก็ไม่ค่อยได้

ช่วงนี้ก็ทำงานใช้แรงงานอย่างเดียว คีย์งบ ทำ database เพื่อช่วยในการ analysis ต่อไปเรื่อยๆอยู่ เป็นงานถึกๆ ที่ทำให้เรามึนมากๆทีเดียว แต่ก้อไม่ได้ใช้สมองมากเท่าไหร่อ่ะนะ

ยังไม่มีงานเป็นชิ้นเป็นอัน ยังไร้ประโยชน์อยู่เลยอ่ะ ก็ดีนะ รู้สึกสบายดี แต่ก็รู้สึกไร้ประโยชน์หน่อยๆ เศร้านิดๆ ทำไมก็ไม่รู้ ทั้งๆที่มันก้อสบายดีแท้ๆ หาเรื่องชะมัดเลย เราเนี่ย

จากที่เคยต้องตะลอนๆขึ้นเหนือล่องใต้ อยู่ไม่เป็นที่ โต๊ะนั่งก็มีตามมีตามเกิด หรืออาจจะไม่มีโต๊ะนั่งด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็มีโต๊ะประจำตัว แล้วยังต้องทำงานตอกบัตรด้วย ก็เป็นความรู้สึกที่แปลกดีทีเดียว

จำได้ว่าอาทิตย์แรก ยังติดนิสัยเดิม คือไม่ทิ้งอะไรไว้ที่โต๊ะเลย โต๊ะอื่นจะมีกระบอกใส่เครื่องเขียน ส่วนเรายังใส่ถุงดินสอเหมือนเดิม เหมือนพร้อมอพยพย้ายถิ่นฐานทุกเมื่อ ต้องใช้เวลาอาทิตย์นึงในการเริ่มตกแต่งโต๊ะและมีแก้วน้ำเป็นของตนเอง

ทั้งตกแต่งโต๊ะทำงาน และตกแต่งคอนโดใหม่ของน้องเบญ ช่วงนี้เลยเห่อเดินดูของตกแต่งบ้าน ดูแล้วเพลินดีเหมือนกันนะ แต่แพงจังแฮะ

อ้อ วันนี้ TRUE โทรมา เรื่องติดตั้งโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ท และยูบีซี เราเพิ่งไปยื่นเอกสารเมื่อตอนเย็นเมื่อวาน และยื่นแต่โทสับบ้านอย่างเดียวด้วย วันถัดมา โทรมานัดติดตั้งทุกสิ่งอัน โหหหหห แม่เจ้า คิดถึง BT จับใจ

ตอนคุยกัน บอกเซลส่วนที่ติดอินเตอร์เน็ทไปว่า เดี๋ยวถ้าติดตั้งยูบีซีเสร็จแล้วจะติดต่อบอกพี่อีกทีนะคะ พี่จะได้มาติดอินเตอร์เน็ท เพราะถ้าเป็นสมาชิกยูบีซีจะได้ส่วนลดอินเตอร์เน็ทน่ะ เลยต้องเอายูบีซีก่อน

พี่เค้ามีการบอกว่า ไม่ต้องกลับ เดี๋ยวผมประสานงานภายในเองได้ครับ เรื่องใบสมัครอินเตอร์เน็ท และยูบีซี ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวไปกรอกหน้างานได้

โอ้........................... สิ่งนี้สินะ ที่เค้าเรียกว่า SERVICE!!!!

ถ้าเพียงแต่ BT ไม่ผูกขาด แล้ว TRUE สามารถรักษาระดับนี้ไปขายที่อังกฤษ รับรองงง ตีตลาดกระจุยยยยยยยยยยยยยยยย

แมร่ง เน็ทที่อังกฤษ แดนศิวิไลท์ กว่าจะได้สายโทสับ สองเดือน ได้เน็ท หลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ และเคเบิ้ลปีนึงแล้ว ยังไม่ได้เลย จนกลับมาแล้วเนี่ย ในขณะที่เมืองไทย ใช้เวลาแค่วันเดียว สุดยอดจริงๆ

รู้สึกวันนี้บล็อคดูสะเปะสะปะทีเดียว แต่ก็นะ ชีวิตตอนนี้ยังงงๆอยู่ เป็นช่วงเปลี่ยนแปลง ชีวิตเลยงงๆแบบนี้แหล่ะ แต่ก็ยังแฮปปี้อยู่นะ จบล่ะ

9월 11일

Office Lady to be

ตกงานมาร่วมเดือนกว่าๆ ชีวิตก้อสบาย สุขีดี
 
แต่คนรอบข้างนิสิ เร่งเร้าให้หางานทำ ด้วยความอิจฉาในความสบาย วันๆไม่ทำอะไร เที่ยวเล่น กินดื่ม นอนตื่นเที่ยง ทุกวี่วัน
 
เลยทำเป็นหางานไปเรื่อยๆ แล้วอ้างว่าทำ dissertation เตะถ่วงไปเรื่อยๆ
 
ได้งานก้อแบบ ไม่ค่อยอยากได้ ปฏิเสธเล่นตัวซะงั้นไป ประมาณว่าเป็นบุคคลมีค่า สวย รวย เก่งเลือกได้ ว่างั้น
 
จริงๆแล้วหางานยากจะตายไป ไม่มีใครเค้าอยากได้เท่าไหร่ เศร้าจริงๆ
 
งานดีๆเงินดีๆ หายากมากมาย ส่งไปเงียบ ส่งไปเงียบก้อเยอะแยะ
 
มีเหยื่อมาสองสามราย ก้อทำเป็นไปสอบ พอแม่เร่งเร้า ก้อบอกว่าเค้ายังไม่ตอบมาเลย นู่นนั่นๆ
 
กะว่า เอาวะ พอเค้าเรียกไป กว่าจะอะไร เร็วสุดก้อเดือนหน้าแหล่ะ พอดีเพื่อนๆทำงานกัน เดือนนี้ก้อเที่ยวไปก่อน เย้เย้
 
ปรากฏว่า บทจะมา มันมาเร็วมากค่ะ
 
วันนี้เค้าโทรมาเรียกไปสัมพาด โทรมาเช้า ให้ไปบ่าย ไม่งั้นยาวเลยน้อง ผู้บริหารไม่ว่าง ไรงี้ อ่ะ ไปก้อไป ไงๆก้อต้องประมวลผล ตกลงค่าตัว ไรงี้ ไม่เป็นไรๆ ไงๆก้อเดือนหน้าชัวร์
 
สัมพาดไปยี่สิบนาที พูดอะไรออกไป ไม่รู้เรื่องสุดๆ ออกมา รับเลย อาศัยจังหวะกะลังเอ๋อ จับเซ็นสัญญา ถ่ายรูปทำบัตร แล้วบอกให้มาเริ่มงานอาทิตย์หน้า
 
อ๊ากกกกกกก ต่อรองเค้าไป ขอเดือนหน้าได้มั้ย เค้าแบบ พี่ต้องการคนอย่างเร่งด่วนมาก แล้วน้องต้องมาเรียนงานอีก จริงๆน้องก้อยังไม่ตรงนะ มีอีกหลายอย่างต้องเรียนรู้ เริ่มเลยดีกว่า อาทิตย์หน้าแหล่ะ เซ็นเลย น้อง
 
แล้วเราก้อยอมเค้าไปด้วยความมึนงงซะงั้น อาศัยจังหวะไม่ทันตั้งตัว จับมัดมือชกซะงั้นเลย
 
ตอนเช้าเป็นคนตกงาน กะจะไปฟิตเนสทุกวัน ตอนเย็นเป็นบุคคลมีภาระ กลับมาเป็น office lady ซะงั้น
 
ชีวิตคนเรามันพลิกผันได้ในชั่วข้ามคืนจริงๆนะเนี่ย
8월 5일

Happy Anniversary

วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่ได้ไปอังกฤษ
 
ไปมาแล้วก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างเลยนะ ก็มีทั้งเรื่องที่ชอบและไม่ชอบ
 
สิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากอังกฤษ
 
1) การไปเรียนต่อ เป็นข้ออ้างสำหรับไปเที่ยวเมืองนอกของหลายๆคน เช่นเราเป็นต้น
2) การไปเรียนต่อ ต้องขายควายไปเรียน เรียนจบกลับมา ได้ควายติดดีกรีกลับมาตัวนึง
3) สุดท้ายแล้ว ควายเพ็ดดีกรีก้อต้องกลับมาตกงาน ซึ่งอาจจะหางานได้เงินเดือนพอๆกะคนที่ไม่ได้ไปเรียนต่อเลยด้วยซ้ำ
4) ฝรั่งส่วนใหญ่ไม่ได้ฉลาดอย่างที่เราคิด และคนแขกโง่ๆก็มีเยอะเหมือนกัน
5) หลักสูตรการเรียนเมืองไทย ไม่ได้ด้อยไปกว่าเมืองนอกเลย แค่อาจารย์ที่สอนดังๆมันเอาไอเดียเบสิคมาปั้นเป็นโมเดลแล้วเขียนขายทั่วโลก ในขณะที่เราๆทั่วไปเรียกมันว่า common sense
6) thesis ไม่ได้ช่วยให้เราฉลาดขึ้น
7) การทำอาหารและทำความสะอาดบ้าน มันผลาญเวลาเราไปเยอะเหมือนกันนะ
8) สายโทรศัพท์ที่อังกฤษมีค่าดั่งทอง ใช้เวลาประมาณสองเดือนในการติดตั้ง มันทำให้เรารู้คุณค่าและความสำคัญของ internet ต่อชีวิตของเรา
9) อยู่เมืองไทย ฟังเพลงอังกฤษ ดูหนังภาษาอังกฤษ แต่พอไปอยู่อังกฤษ กลับติดละครไทยและเพลงไทย
10) ไม่รู้ว่าคำว่า service mind เริ่มใช้ที่ไหน แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่เกิดจากที่ อังกฤษ ชัวร์
11) คำว่าลูกค้าคือพระเจ้าใช้ไม่ได้ที่อังกฤษ สำหรับอังกฤษ ลูกค้าคือ ขอทานที่มาขอส่วนบุญ และจำนวนเงินที่จ่าย ไม่ได้มีผลกะระดับ service ที่ได้เลย
12) แม้อยู่ที่อังกฤษ คนไทยก็ยังมีแฟชั่นของคนไทย ซึ่งไม่ได้อิงกับแฟชั่นคนอังกฤษแม้แต่น้อย เช่นกระเป๋า longchamp เป็นต้น
13) อยู่เมืองไทย ซื้อเสื้อสามร้อย ต่อกันเหมือนสามหมื่น แต่อยู่อังกฤษ เสื้อเจ็ดร้อยกลับถูกโคตรๆ
14) ก่อนไปอังกฤษ ขนของใช้ ของกินจากเมืองไทยไปมากมาย แต่พอขากลับ ก็ขนของใช้ ของกินจากอังกฤษกลับมามากกว่า ตกลงของประเทศไหนมันดีเนี่ย (ไอ้กล่องขนกลับไทย หก กล่องเนี่ย แกขนศพแยกส่วนรึไงห๊า!!!)
15) สิ่งที่ชอบและทำให้อยากอยู่ในอังกฤษ คือ ความอิสระ และสามารถซื้อและคืนของได้
16) London ไม่ใช่อังกฤษ London คือ London
17) สิ่งที่มีค่าที่สุดที่เราได้มาจากอังกฤษ ไม่ใช่ปริญญา แต่เป็นเพื่อนๆทุกคนนะจ๊ะ รักนะ จุ๊บ จุ๊บ
 
ถ้าเพื่อนๆมีอะไรเพิ่มเติม กรุณาเติมได้นะคะ ไว้คิดออกแล้วจะมาเติมเรื่อยๆนะ
 
Update From Kate and Som
18) จริงๆแล้ว คนไทยก็มีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และ ความละเอียด มากกว่าคนชาติอื่นนะ
19) ไอเดียคนไทย ไมได้ด้อยไปกว่าต่างชาติเลย แค่พวกเค้ากล้าแสดงความคิดเท่านั้น ในขณะที่เราได้แค่เอามานินทา ด่าเค้าโง่ลับหลัง
20) เมืองไทย เดินทางครึ่งชั่วโมงถือว่าใกล้ ในขณะที่อังกฤษถือว่าบ้านนอกมากกกกกก
21) Post code มีผลต่อสถานะ ถ้าต่างกันถือว่าโสด พร้อมมีเพื่อนรู้ใจได้ไม่จำกัด
 
 
Egypt  
사진(1/108)